Sorry, your browser does not support JavaScript!
-
A A A
+
  • youtube
  • facebook
  • English Thai
ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน View : 3372
South-East Asia National Human Rights Institutions Forum (SEANF)
กลไกลสิทธิมนุษยชนในอาเซียน
1. ความเป็นมา
          จากการผลักดันของภาคส่วนต่างๆ ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 40 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550  ที่ประชุมได้มีมติที่จะจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนขึ้นโดยระบุไว้ในกฎ บัตรอาเซียน ซึ่งต่อมา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 13 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 ณ สิงโคโปร์  ผู้นำสมาชิกอาเซียนได้ร่วมลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน ซึ่งข้อ 14 ของกฎบัตรได้ระบุให้มีการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชน (ASEAN Human Rights Body – AHRB)
          ต่อมา รัฐบาลอาเซียนได้จัดตั้งคณะทำงานระดับสูง (High Level Panel-HLP) เพื่อยกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference - TOR) ของ AHRB  ประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงของประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน จำนวน 10 คน  สำหรับประเทศไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ออท. ผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ปฏิบัติหน้าที่ประธาน HLP และ ศ.วิทิต มันตาภรณ์  เป็นผู้แทนสำรอง (alternate)
ในการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียน ครั้งที่ 42 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ที่ภูเก็ต  ได้มีการรับรอง TOR ของ AHRB  โดยให้เรียกว่า ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights (AICHR)

2. สาระสำคัญของเอกสาร TOR
(Terms of Reference of ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights-AICHR)

          เอกสาร TOR ประกอบด้วย 9 ส่วน  ได้แก่ 1) จุดมุ่งหมาย (Purposes) 2) หลักการ (Principles) 3) สถานะ (Consultative Inter-governmental Body) 4) อาณัติและการดำเนินงาน (Mandate and Functions) 5) องค์ประกอบ (Composition)  6) รูปแบบการดำเนินงาน (Modalities)  7) บทบาทเลขาธิการอาเซียนและสำนักงานเลขาธิการอาเซียน (Role of the Secretary-General and ASEAN Secretariat) 8) แผนงานและงบประมาณ (Work Plan and Funding)  9) ข้อบทว่าด้วยการบังคับใช้ การแก้ไข และการตีความ (General and Final Provisions) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
          2.1 ให้ AICHR เป็นองค์กรระหว่างรับบาล (Inter-governmental Body) ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน (รวมเป็น 10 คน) และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี  และสามารถดำรงตำแหน่งซ้ำได้ 1 วาระ
          2.2 จุดมุ่งหมายของ AICHR เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชาติ (Peoples) ในอาเซียน และดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และหลักการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ระบุไว้ในกฎบัตรอาเซียน
          2.3 สถานะของ AICHR เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (Inter-governmental Body) และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาเซียน และเป็นองค์กรที่ปรึกษา (Consultative body)
          2.4 อำนาจหน้าที่ของ AICHR มีหน้าที่ในการพัฒนายุทธศาสตร์ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการสร้างประชาคมอาเซียน  การยกร่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของอาเซียน และงานด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อาทิ การสร้างศักยภาพให้เข้มแข็ง การให้การศึกษา การศึกษาค้นคว้า  การเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ การส่งเสริมให้สมาชิกอาเซียนเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศหลักๆ ด้านสิทธิมนุษยชนรวมถึงส่งเสริมให้มีการนำมาใช้ปฏิบัติ (Implementation) ให้เกิดผลจริงในประเทศ การสามารถเรียกข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนจากประเทศสมาชิก และสามารถศึกษาและจัดทำรายงานในประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียน และจัดทำรายงานประจำปี (Annual Report) และรายงานอื่นที่จำเป็นต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ
          2.5 AICHR ประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล โดยรัฐบาลสามารถถอดถอนได้ จะต้องเข้าร่วมประชุมประจำปีๆ ละ 2 ครั้ง  (อาจมีการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น) โดยประธาน AICHR จะเป็นตามวาระของประเทศที่เป็นประธานอาเซียน มีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนปฏิบัติหน้าที่เลขานุการของ AICHR  โดยเลขาธิการอาเซียนสามารถเสนอเรื่องให้ AICHR พิจารณาได้  ทั้งนี้ งบประมาณดำเนินการได้จัดสรรจากเงินที่สมาชิกอาเซียนต้องจ่าย สำหรับเงินบริจาคภายนอกให้ใช้เฉพาะงานด้านส่งเสริมเท่านั้น
          2.6 ให้มีการทบทวน TOR ของ AICHR หลังจากมีผลบังคับใช้แล้ว 5 ปี และการแก้ไขต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน รวมถึงปัญหาการตีความบังคับใช้ TOR นี้
          AICHR ได้ร่วมกันประชุมแล้วหลายครั้งและได้มีการกำหนดแผนงาน 5 ปี และตกลงที่จะให้มีการศึกษาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเร่งด่วน 2 ประเด็นในปี 2553-2554 ได้แก่ความรับผิดชอบของสังคมต่อธุรกิจ (Corporate Social Responsibility) และการย้ายถิ่นฐาน (migration) โดยในระหว่างการประชุม AICHR ครั้งที่ 5 ได้มีการเห็นชอบกรอบอำนาจหน้าที่ (TOR) สำหรับการศึกษาในเรื่องความรับผิดชอบของสังคมต่อธุรกิจ
          ในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2554 AICHR ได้จัดการประชุมครั้งที่ 6 ที่เวียงจันทน์ โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ งบประมาณประจำปี 2555 ของ AICHR  แผนการดำเนินงาน 5 ปี  และการจัดตั้งคณะทำงานสำหรับจัดทำร่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน (ASEAN Human Rights Declaration) ซึ่งคาดว่าจะจัดทำร่างดังกล่าวเสร็จภายใน 6 เดือน  ซึ่งคณะทำงานจะได้พิจารณาถึงคุณค่าและหลักการที่มีอยู่ในกฎบัตรอาเซียน กรอบอำนาจหน้าที่ของ AICHR  หลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือเพื่อแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) รวมถึงคณะทำงานเพื่อการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน (Working Group for an ASEAN Human Rights Mechanism)
 
ข้อมูลพื้นฐานกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
      ความเป็นมา
           1. ในระหว่างการประชุมเรื่องกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน ครั้งที่ 4 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2547 ได้มีการตกลงระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4 ประเทศ (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย) ที่จะให้มีความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน 4 ประเทศมากขึ้น โดยหวังว่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้เกิดเป็นกลไกสิทธิมนุษยชนอา เซียนได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น  โดยกำหนดให้มีการประชุมระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนทั้ง 4 ประเทศขึ้น  โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกขึ้นที่ประเทศไทย ในวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องให้มีการศึกษาในเรื่องที่เป็นความสนใจร่วมกันในบริบท ของภูมิภาค ซึ่งได้แก่ เรื่องการก่อการร้าย เรื่องการลักลอบค้าสตรีและเด็ก เรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมและสิทธิในการพัฒนา เรื่องแรงงานย้ายถิ่นฐาน และเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษา
           2. ต่อมา ในปี 2549 ได้มีการประชุมครั้งที่ 2 ขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ประชุมมีการนำเสนอเอกสารผลการศึกษาสภาพปัญหาและทางออกสำหรับเรื่องในกรอบ ความร่วมมือ 5 เรื่อง รวมถึงมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการลงนามร่วมกันในกรอบความร่วมมือ ระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4 ประเทศ
           3. ในปี 2550 ได้มีการประชุมครั้งที่ 3 ขึ้นที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยที่ประชุมได้ร่วมลงนามใน Declaration of Cooperation ซึ่งมีประเด็นสำคัญครอบคลุมถึง 1) กำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง 2) การให้คำแนะนำแก่ภาครัฐเพื่อดำเนินขึ้นตอนที่จำเป็นเพื่อจัดตั้ง ผลักดันให้เกิดกลไกสิทธิมนุษยชนที่เหมาะสมในภูมิภาค 3) เปิดรับองค์การที่มีแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ NGOs หรือภาควิชาการเพื่อร่วมกันผลักดันส่งเสริมให้มีการปกป้องและคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนต่อไป
           4. ในปี 2551 ได้มีการประชุมครั้งที่ 4 ขึ้นที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงของอาเซียน โดยเฉพาะกฎบัตรอาเซียนที่ระบุว่าจะต้องจัดให้มีกลไกสิทธิมนุษยชน (Human Rights Body – AHRB) ขึ้น  และหารือในเรื่องบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4 ประเทศกับอาเซียน  การจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชน (ตามกฎบัตรอาเซียน) ที่มีความเป็นอิสระและมีอาณัติครอบคลุมทั้งการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษย ชน  รวมทั้งความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4 ประเทศกับภาคีอื่นเพื่อช่วยในกระบวนการก่อตั้งกลไกสิทธิมนุษยชน
           นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการตกลงว่าแต่ละประเทศจะร่างกรอบโครงการเพื่อเริ่มกิจกรรมตาม ที่แต่ละประเทศเป็นผู้รับผิดชอบโดยจะนำโครงการนั้นขึ้นหารือกันในการประชุม Technical Working Group of the ASEAN NHRI Forum ครั้งที่ 1 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ 
           5. ในปี 2552 ได้มีการประชุมครั้งที่ 5 ขึ้น  โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประขุมระหว่างวันที่ 20-22 มกราคม 2552  โดยเป็นการหารือถึงกิจกรรมความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4 ประเทศ  ซึ่งในส่วนของไทยรับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  ที่ได้จัดกิจกรรมร่วมกับประชาชนในพื้นที่ร่วมกับพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชนและการดูงานในพื้นที่นำร่อง  โดยเชิญผู้แทนสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีก 3 ประเทศเข้าร่วม  และที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับท่าทีในความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันกับอา เซียนในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปและการทำงานร่วมกับภาคีความร่วมมืออื่นๆ
           6. ในปี 2552 ได้มีการประชุมประจำปีครั้งที่ 6  ณ เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ประชุมได้ตกลงให้มีการจัดทำระเบียบวิธีการดำเนินงาน (Rules of Procedure) ขึ้นเพื่อเป็นรูปแบบวิธีการดำเนินงานระหว่างกัน  การเปลี่ยนชื่อกรอบความร่วมมือเป็น “South East Asia National Human Rights Institutions Forum” (SEANF) การมีท่าทีเปิดกว้างที่จะติดต่อประสานงานกับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อื่นๆ  ร่วมถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ มองโกเลีย และติมอร์ เลสเต้  การดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  ร่วมถึงการเสนอความช่วยเหลือในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทิมนุษยชนในภูมิภาค
           7. ในปี 2553 ได้มีการประชุมประจำปีครั้งที่ 7  ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  ที่ประชุมได้มีมติรับ ติมอร์เลสเต้เข้าเป็นสมาชิกล่าสุดของ SEANF กับการเผชิญกับเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้  การพิจารณาขยายผลและต่อยอดโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่เคยดำเนินการรวมถึงความเป็นไปได้ในการได้รับความสนับสนุนทางด้านการเงิน ต่อเนื่องจาก EU การจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ 5 ปี  ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสำนักงานสาขาของ APF ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในระดับเอเชีย แปซิฟิก)  อนึ่ง สมาชิก SEANF ได้ร่วมมีแถลงการณ์เรื่องการปล่อยตัวของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า  โดยได้แสดงความหวังว่าการปลอดปล่อยครั้งนี้จะนำไปสู่การปล่อยตัวนักโทษการ เมืองอื่นอีกจำนวนมากในพม่า
 

© 2015 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ. All Right Reserved.

  ipv6 ready
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด
648836
คน
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้
501
คน