Sorry, your browser does not support JavaScript!
-
A A A
+
  • youtube
  • facebook
  • English Thai
ข่าว กสม.
ข่าว View : 35
บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในฐานะกลไกการตรวจสอบอิสระแห่งชาติ
          สถานภาพของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือกลไกการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอิสระแห่งชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างน้อยสองฉบับคือ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการหรือ CRPD ข้อ 33.2 (ภายใต้ระบบกฎหมายและระบบการปกครองของตน ให้รัฐภาคีรักษาเสริมสร้างให้เกิดความเข้มแข็ง แต่งตั้งหรือจัดตั้งโครงสร้างภายในประเทศ รวมถึงกลไกอิสระหนึ่งหน่วยงานหรือมากกว่าหากเหมาะสม เพื่อส่งเสริม คุ้มครองและติดตามการอนุวัติตามอนุสัญญา ในการแต่งตั้งหรือจัดตั้งกลไกดังกล่าว ให้รัฐภาคีคำนึงถึงหลักการที่เกี่ยวกับสถานะและหน้าที่ของสถาบันระดับประเทศที่เกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้มีข้อชี้แนะทั่วไปลำดับที่ 2 หรือ GENERAL COMMENT No. 2 (2002) The role of independent national human rights institutions in the promotion and protection of the rights of the child
          ในส่วนรัฐธรรมนูญและกฎหมายของไทย กลไกการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอิสระแห่งชาติถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 246 เรียกว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.) มีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 247 ทั้งนี้บทบาทหน้าที่หลักซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานนี้เป็นกลไกการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอิสระแห่งชาตินั้นปรากฏอยู่ในมาตรา 247 (1) คือ “ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้าและเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง” และมาตรา 247 (3) คือ “เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภาคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน” โดยมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 และมาตรา 27 บัญญัติไว้ทำนองเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวข้างต้น
          การใช้และตีความการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยมิได้กล่าวถึงขอบเขตที่กำหนดเงื่อนไขในการใช้สิทธิเสรีภาพทั้งตามกฎหมายระหว่างประเทศและตามกฎหมายภายใน ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้มีการนำไปใช้อ้างเพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม [1] หรือการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความมุ่งประสงค์ (object and purpose) ของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงการชี้แจงการอ้างอิงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในประเด็นที่อาจยังมีความเข้าใจและหรือการตีความที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้เกิดการเข้าใจผิดจนอาจทำให้ยากแก่การข่วยแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้
          เพื่อให้สาธารณชนทั่วไปและผู้มีความเห็นที่แตกต่างได้เข้าใจตรงกัน สำนักงาน กสม. จึงขอแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้
          1. เมื่อมีการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมือง มีการตอบโต้กันไปมาทางสื่อออนไลน์ มีการใช้ถ้อยคำรุนแรง การคุกคามระหว่างกันกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางสื่อออนไลน์ (cyber bully) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงหรือความเท็จ มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่มต่อต้าน เหล่านี้ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกฝ่ายรับทราบเป็นอย่างดี และอาจมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความแตกแยกทางความคิดในสังคมมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและนำไปสู่ความรุนแรง ส่งผลให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทุกฝ่ายได้ อันเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีประสบการณ์มาหลายครั้งหลายคราว กสม. จึงอาจออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใย ให้สาธารณชนได้ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพที่พึงได้รับความคุ้มครอง ความรับผิดชอบ การหลีกเลี่ยงหรือป้องกันสาเหตุที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่มีความรุนแรงได้ อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจของ กสม. ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย [2] ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น นอกจากต้องมีความเป็นอิสระแล้ว ความเป็นกลาง (impartiality) ทางการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับกลไกด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ของระบบสหประชาชาติ อาทิ คณะกรรมการประจำสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน [3] และกลไกของสถาบันสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสมาชิกสภายุโรป [4]
          นอกจากนี้ ในอนาคต กสม. อาจตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากมีกรณีร้องเรียนว่ามีบุคคลได้รับความเสียหายหรือพบเห็นว่ามีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรืออาจดำเนินการหยิบยกเรื่องขึ้นพิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณารายละเอียดของพฤติการณ์แวดล้อมในแต่ละกรณีว่าเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ประการใด
          2. การตีความกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ
          2.1 ประเทศไทยเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 [5] ซึ่งนอกจาก กติการะหว่างประเทศฯ จะได้กล่าวถึงสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right of self-determination) ที่รัฐภาคีที่รับรองจะเคารพและประกันสิทธิของบุคคล การห้ามเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ โดยจะดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติภายในประเทศ ประกันว่าบุคคลที่ถูกละเมิดจะได้รับการเยียวยา ความเสมอภาคระหว่างบุรุษหรือสตรีที่จะได้รับการประกันสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ข้อ 6 - 27 ได้บัญญัติสาระของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไว้ ทั้งนี้ ข้อ 4 ของกติการะหว่างประเทศฯ ได้บัญญัติถึงการที่รัฐภาคีอาจใช้มาตรการที่จะเป็นการเลี่ยงพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศฯ ได้เพียงเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ (exigencies of the situations) ในกรณีที่คุกคามความอยู่รอดของชาติ และได้มีการประกาศภาวะนั้นอย่างเป็นทางการและแจ้งเวลายุติ อย่างไรก็ดี มีสิทธิบางประการที่รัฐไม่สามารถเลี่ยงได้แม้ในสภาวะฉุกเฉิน (non-derogable rights) อาทิ สิทธิในชีวิต สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้า สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา รวมถึงเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนาหรือมีความเชื่อตามคตินิยม และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาหรือความเชื่อของตนโดยการสักการบูชา การปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรมและการสอน ไม่ว่าจะโดยลำพังตัวเองหรือในชุมชนร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าต่อสาธารณชนหรือเป็นการส่วนตัว
          2.2 นอกจากนี้ กติการะหว่างประเทศฯ ยังได้บัญญัติถึงสิทธิของบุคคลในกรณีต่าง ๆ ที่อาจถูกจำกัด (limitation) หรือกำกัด (restriction) ไว้ด้วย ดังนี้ ข้อ 18 รับรองสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา [6] โดยข้อ 18 (3) บัญญัติว่า เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของบุคคลอาจอยู่ภายใต้ข้อบังคับแห่งข้อจำกัดเฉพาะที่บัญญัติโดยกฎหมายได้ แต่ต้องเป็นไปตามความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย หรือศีลธรรมของประชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลอื่น และข้อ 19 รับรองสิทธิของบุคคลที่จะมีความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และสิทธิในเสรีภาพที่จะแสดงออก รวมถึงการแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดได้ แต่สิทธิในการแสดงออกนั้น บุคคลต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วย โดยการกำกัดไว้เป็นกฎหมายเพื่อความจำเป็นในกรณี (ก) การเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น (ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน [7]
          2.3 ข้อบัญญัติในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ยินยอมให้รัฐสามารถใช้มาตรการเพื่อเลี่ยงพันธกรณีได้ตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ การจำกัด (limitations) และการกำกัด (restrictions) สิทธิและเสรีภาพ ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่มีการอภิปรายโต้แย้งมาโดยตลอดในการนำไปปฏิบัติในระดับประเทศ ทั้งในทางวิชาการและเวทีการประชุมระหว่างประเทศ ถึงความสมดุลระหว่างการมิให้รัฐใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ชอบเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลโดยอาศัยข้อบัญญัติดังกล่าว กับการที่ให้รัฐสามารถดำเนินการได้ในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาความอยู่รอดของชาติ ความสงบเรียบร้อยหรือ สาธารณสุข หรือศีลธรรมอันดีของสังคม รวมถึงการไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น โดยมีกลุ่มนักวิชาการ นักกฎหมายได้เสนอเงื่อนไขต่าง ๆ ในการวินิจฉัย อาทิ เหตุแห่งความจำเป็น (necessity) การได้สัดส่วนที่เหมาะสม (proportionality) ความถูกต้องตามกฎหมาย (legality) และการมีจุดมุ่งหมายที่ชอบธรรม (legitimate aim) เป็นต้น เช่น American Association for the International Commission of Jurists (AAICJ) [8] รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) ซึ่งเป็นคณะผู้เชี่ยวชาญประจำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ได้จัดทำ “ความเห็นหรือคำชี้แนะทั่วไป” (General Comments) [9] สำหรับเป็นแนวทางให้รัฐภาคีได้ปฏิบัติให้สอดคล้องกับพันธกรณี ดังนั้น กสม. จะให้ความสำคัญต่อเรื่องหนึ่งใดมากกว่าสิทธิในการแสดงออกหรือความเห็น หรือการขอให้ กสม. กล่าวถึงการที่ผู้ชุมนุมถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนแทน โดยยังมิได้มีกระบวนการตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านตามขั้นตอนของกฎหมายนั้น ย่อมไม่สามารถกระทำได้
           2.4 อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์การชุมนุมได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงมีสิทธิหลายประการที่เกี่ยวเนื่องและจำเป็นต้องคำนึงถึง เช่น สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เป็นต้น และมีเอกสารความเห็นหรือชี้แนะทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) ที่สำคัญอีกหลายฉบับที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบในการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบสถานการณ์การชุมนุมต่อไป
          2.5 การอ้างถึงคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในบางคดี เพื่อนำมาเทียบเคียงหรือใช้ในการตีความเป็นการทั่วไปในการรับรองการใช้สิทธิและเสรีภาพตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในกรณีของการชุมนุมในประเทศไทยที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันนั้น คงต้องมีข้อที่ควรคำนึงถึงหลักแห่งที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ (Sources of International Law) [10] ว่าคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปถูกจัดอยู่ในลำดับสำคัญรอง (secondary authority/ subsidiary) จากสนธิสัญญา จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้น ทุกฝ่ายควรพิจารณาจากบทบัญญัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับรัฐภาคีที่จะปฏิบัติตามเป็นสำคัญ นอกจากนี้ กติการะหว่างประเทศฯ มีสาระสำคัญบางประการที่แตกต่างจากอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (Convention for the Protection of Human rights and Fundamental Freedoms) ที่ใช้บังคับเฉพาะกับรัฐสมาชิกของสภายุโรปและศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดี เช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับหลักขอบเขตแห่งการใช้ดุลพินิจ (Margin of appreciation) [11] โดยศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปจะพิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริงแห่งคดี ทั้งจากการชี้แจงของผู้ร้องและรัฐคู่กรณีประกอบเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงแต่ละคดีแตกต่างกัน ก็ย่อมทำให้คำพิพากษาในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในเรื่องเดียวกันนั้น แตกต่างกันได้ [12]
          3. ระบบทวินิยมของกฎหมายไทยและการพิจารณาความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
          3.1 ระบบของกฎหมายไทยเป็นระบบทวินิยม (dualism) ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในไม่อยู่ในระบบเดียวกัน การที่จะทำให้กฎหมายระหว่างประเทศมีผลบังคับในกฎหมายภายในได้นั้น จะต้องทำให้พันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายใน โดยการแปลงรูป (Transformation) เช่น การบัญญัติเป็นกฎหมายภายใน (Legislative Act) หรือการผนวก (Incorporation) ให้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายใน ซึ่งอาจกระทำโดยผู้พิพากษาในการหยิบยกมาใช้ในการตัดสินคดีในลักษณะที่ผู้พิพากษาสร้างหลักเกณฑ์ทางกฎหมายขึ้น (Judge made law) แต่สามารถทำได้เท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายภายในเท่านั้น [13]
          3.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 ได้บัญญัติคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล และหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน อาทิ มาตรา 32 สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว มาตรา 34 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น รวมถึงเสรีภาพในทางวิชาการ มาตรา 44 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตลอดจนกฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติเพื่ออนุวัติการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ทั้งนี้ มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ยังบัญญัติด้วยว่า “สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล บรรดาที่ได้รับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย หรือตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
          3.3 เอกสารสำคัญต่าง ๆ ของสหประชาชาติต่างให้ความสำคัญต่อการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม (the rule of law) และการเคารพสิทธิมนุษยชนว่าเป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การห่วงกังวลว่ารัฐอาจใช้มาตรการทางกฎหมายบางฉบับต่อผู้ชุมนุม เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมการแสดงความเห็น หรือกลั่นแกล้งผู้ชุมนุม จนไม่ควรแก่การกล่าวถึงการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น อาจเป็นการละเลยต่อหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐที่จะผูกพันให้รัฐต้องปกครองโดยกฎหมาย ดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตลอดจนการประกันว่าทุกคนในสังคมจะมีความเสมอภาคภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน อีกทั้งยังอาจทำให้ผู้ชุมนุมเข้าใจผิดว่าสามารถทำเกินขอบเขตของบทบัญญัติตามกฎหมายได้ด้วยข้ออ้างของการใช้สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล และในขณะเดียวกัน อาจทำให้ประชาชนอีกฝ่ายเข้าใจได้ว่า บุคคลอื่นสามารถอ้างการใช้สิทธิและเสรีภาพกระทำการละเมิดกฎหมายซึ่งเป็นกติการ่วมกันของทุกคนในสังคมได้ อันจะเป็นผลเสียต่อการยอมรับและความตระหนักในการเคารพสิทธิมนุษยชนได้
          ทั้งนี้ข้อจำกัดทางกฎหมายบางฉบับอาจมีบทบัญญัติ หรือมีการบังคับใช้กฎหมายในบางลักษณะที่มีเจตจำนงเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (Strategic lawsuit against public participation: SLAPP) มีการฟ้องคดีกลั่นแกล้งหรือการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม (Judicial harassment) ซึ่งเท่าที่ผ่านมา กสม. ได้ตรวจสอบกรณีการร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะดังกล่าว โดยมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้เร่งรัดการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบหรือฟ้องคดีเพื่อสกัดกั้นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Anti-SLAPP Law) [14] โดยต่อมารัฐสภาได้บัญญัติหลักเกณฑ์นี้ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2562 และหากมีการตรวจสอบการกระทำที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งอาจจะมีในอนาคตเกี่ยวกับกรณีนี้ ย่อมจะต้องสืบค้นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายว่า มาตรการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล สอดคล้องกับหลักการตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเป็นไปตามหลักความถูกต้องตามกฎหมาย (legality) และมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม (legitimate aim) หรือไม่ โดยคำนึงถึงรายละเอียดของพฤติการณ์ในแต่ละกรณีเป็นสำคัญ
           อนึ่ง การอ้างถึงความเห็นหรือข้อชี้แนะทั่วไป (General Comment) ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) แต่เพียงบางข้อบางตอนนั้น ย่อมไม่ครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์และความมุ่งประสงค์ (object and purpose) ของกติการะหว่างประเทศฯ และอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเลือกอ้างอิงตามอำเภอใจ ทั้งที่เป็นเอกสารที่มีความสำคัญในการตีความบทบัญญัติและแนวทางในนำมาปฏิบัติของรัฐภาคี (authoritative interpretation) ในทำนองเดียวกัน การอ้างถึงคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปเพียงบางคดีเป็นบรรทัดฐานของการตีความทั่วไปนั้น ไม่สามารถกระทำได้เพราะจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งคดี ซึ่งหากมีความแตกต่างกัน ก็ย่อมทำให้คำพิพากษาแตกต่างกันได้เสมอ ดังตัวอย่างกรณีคดี Handyside v. United Kingdom [15] และคดี Vereinigung Bildender Künstler v. Austria [16]
          4. หลักความเป็นสากลของสิทธิมนุษยชนและการคำนึงถึงความสัมพันธ์กับมิติเฉพาะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนาและศรัทธาความเชื่อ
          4.1 แนวคิดว่าด้วยความเป็นสากล (Universalism) และแนวคิดว่าด้วยความจำเพาะนิยม (Particularism) หรือวัฒนธรรมสัมพัทธ์ (Cultural Relativism) นั้น เป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งมายาวนาน ในบริบทของสิทธิมนุษยชนนั้น ได้มีการโต้แย้งถึงหลักการดังกล่าวอย่างเข้มข้นในยุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของกฎหมายและการนำไปประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ดี ข้อโต้แย้งดังกล่าวได้ผ่อนคลายลงหลังการยุติสงครามเย็น และสหประชาชาติได้จัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ณ กรุงเวียนนา เมื่อปี ค.ศ. 1993 โดยได้รับรองปฏิญญาเวียนนาและแผนปฏิบัติการ (Vienna Declaration and Programme of Action) ซึ่งข้อ 5 ของปฏิญญาฯ ระบุว่า All human rights are universal, indivisible and interdependent and interrelated. The international community must treat human rights globally in a fair and equal manner, on the same footing, and with the same emphasis. While the significance of national and regional particularities and various historical, cultural and religious backgrounds must be borne in mind, it is the duty of States, regardless of their political, economic and cultural systems, to promote and protect all human rights and fundamental freedoms. [17]
          4.2 แม้จะมีการรับรองปฏิญญาเวียนนาและแผนปฏิบัติการแล้วก็ตาม ยังคงเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลต่างเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงความสุดโต่งในมิติต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความรุนแรง การสังหาร การต่อสู้และสงครามทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ สหประชาชาติได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการจัดประชุมหารือ จัดวาระพิเศษ (thematic issues) ในการรณรงค์ กำหนดแนวทางสำหรับรัฐ ตลอดจนการให้กลไกด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติได้ศึกษา จัดทำรายงานและแผนงานต่าง ๆ เพื่อรณรงค์ไปสู่วัฒนธรรมแห่งสันติภาพ (Culture of Peace) ซึ่งสมัชชาสหประชาชาติได้รับรองปฏิญญาว่าด้วยวัฒนธรรมแห่งสันติภาพและแผนปฏิบัติการในปี ค.ศ. 1999 ประกอบด้วยหลักการ 8 ประการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติด้านสิทธิมนุษยชนหลายประการ เช่น การเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมและเคารพสิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การมีความเห็น และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเคารพในความเสมอภาคและโอกาสที่ เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง ตลอดจนการยึดมั่นในหลักเสรีภาพ ความยุติธรรม ประชาธิปไตย ขันติธรรม ความสมานฉันท์ ความร่วมมือ พหุนิยม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเจรจา และความเข้าใจระหว่างกันในทุกระดับของสังคมและระหว่างชาติต่างๆ ที่จะนำไปสู่สภาพแวดล้อมแห่งสันติภาพทั้งในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ [18]
          4.3 โดยที่วัตถุประสงค์ในแถลงการณ์ของ กสม. มุ่งที่จะให้มีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางสันติวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ป้องกันมิให้นำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่พึงปรารถนา การกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงบริบทในสังคมไทยตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติไว้ การรับฟังความเห็นที่แตกต่างและข้อเรียกร้องที่ชัดเจนอันเป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจาที่ปรากฏในแถลงการณ์นั้นเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมิได้ขัดแย้งกับแนวทางของสหประชาชาติ และก็มิได้มุ่งที่จะใช้วัฒนธรรมเชิงอำนาจมาปิดกั้นเสรีภาพในการมีความคิดเห็นหรือการแสดงออกของบุคคลแต่อย่างใด
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
4 กันยายน 2563
 
_________________________________________
รายการอ้างอิง
[1] มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า “สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล บรรดาที่ได้รับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย หรือตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
[2] มาตรา 26 (5) และมาตรา 27 (2) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจในการสร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมและเผยแพร่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่ทัดเทียมกัน และการเคารพในสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นซึ่งอาจแตกต่างกันในทางวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และศาสนา
[3] From Annex I Guidelines on the independence and impartiality of members of the human rights treaty bodies (the Addis Ababa guidelines), by Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights, 2012. Retrieved from http://www2.ohchr.org/…/bodi…/HRTD/docs/A-67-222E_Annex1.doc
[4] From Principles on the Protection and Promotion of the Ombudsman Institution (The Venice Principles), by The Venice Commission, 2019. Retrieved from https://www.venice.coe.int/webforms/ documents/default.aspx?pdffile=CDL-AD(2019)005-e
[5] ในการเข้าเป็นภาคี ประเทศไทยมีคำแถลงตีความใน 2 ประเด็นคือ (1) การใช้สิทธิการกำหนดเจตจำนงตนเอง ซึ่งไทยมิให้ตีความว่า อนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยกดินแดน และ (2) เรื่องการห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงครามนั้น ไทยถือว่าไม่รวมถึงสงครามเพื่อป้องกันตนเอง ในกรณีที่ไทยจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์และชักชวนให้ประชาชนรักชาติในกรณีที่ต้องทำสงครามเพื่อป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น
[6] Article 18
          1. Everyone shall have the right to freedom of thought, conscience and religion. This right shall include freedom to have or to adopt a religion or belief of his choice, and freedom, either individually or in community with others and in public or private, to manifest his religion or belief in worship, observance, practice and teaching.
          2. No one shall be subject to coercion which would impair his freedom to have or to adopt a religion or belief of his choice.
          3. Freedom to manifest one's religion or beliefs may be subject only to such limitations as are prescribed by law and are necessary to protect public safety, order, health, or morals or the fundamental rights and freedoms of others.
          4. …
[7] Article 19
          1. Everyone shall have the right to hold opinions without interference.
          2. Everyone shall have the right to freedom of expression; this right shall include freedom to seek, receive and impart information and ideas of all kinds, regardless of frontiers, either orally, in writing or in print, in the form of art, or through any other media of his choice.
3. The exercise of the rights provided for in paragraph 2 of this article carries with it special duties and responsibilities. It may therefore be subject to certain restrictions, but these shall only be such as are provided by law and are necessary: (a) For respect of the rights or reputations of others; (b) For the protection of national security or of public order (ordre public), or of public health or morals.
[8] ในปี ค.ศ. 1984 American Association for the International Commission of Jurists (AAICJ) ได้เสนอหลักการ Siracusa ว่าด้วยข้อบทของการจำกัดและการเลี่ยงสิทธิตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Siracusa Principles on the Limitation and Derogation Provisions in the International Covenant on Civil and Political Rights) โดยการพิจารณาถึงความหมายของวัตถุประสงค์อันชอบธรรม (legitimate objectives) หลักการทั่วไปในการตีความและลักษณะสำคัญของเหตุที่จะนำไปสู่การจำกัดหรือเลี่ยงสิทธิได้ เช่น ต้องมีเป้าหมายที่ชอบธรรมอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม (legitimate objective of general interest i.e. public order, public health, public morals, national security, public safety, rights and freedoms of others) บัญญัติไว้เป็นกฎหมาย (prescribed by law) เท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ชอบธรรม (strictly necessary in a democratic society to achieve the objective) ไม่เป็นไปตามอำเภอใจ (arbitrary) ไม่มีเหตุผล (unreasonable) หรือเลือกปฏิบัติ (discriminatory) เป็นต้น From Siracusa Principles on the Limitation and Derogation Provisions in the International Covenant on Civil and Political Rights, by American Association for the International Commission of Jurists, 1985. Retrieved from https://www.icj.org/…/Siracusa-principles-ICCPR-legal-submi…
[9] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Committee) เป็นคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระประจำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี มีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐภาคีโดยผ่านกระบวนการพิจารณาและให้ข้อสังเกตต่อรายงานการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐภาคี และหากรัฐภาคียอมรับอำนาจ คณะกรรมการฯ สามารถที่จะพิจารณาข้อร้องเรียนระหว่างรัฐ หรือข้อร้องเรียนของบุคคลต่อรัฐภาคีได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้จัดทำข้อเสนอแนะทั่วไป (General Comments) ในการตีความข้อบทที่ปรากฏในกติการะหว่างประเทศฯ หรือประเด็นปัญหาต่าง ๆ (thematic issues) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับรัฐภาคีในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศฯ
[10] มาตรา 38 (1) ของธรรมนูญแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กำหนดว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งมีหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทจาก (a) อนุสัญญาระหว่างประเทศ (international conventions) ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาโดยเฉพาะหรือทั่วไปที่กำหนดกฎเกณฑ์อันเป็นที่ยอมรับของรัฐคู่กรณี (b) จารีตประเพณีระหว่างประเทศ (international custom) ที่มีหลักฐานอันเป็นการปฏิบัติโดยทั่วไปซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย (c) หลักกฎหมายทั่วไป (general principles of law) ซึ่งอารยประเทศรับรอง (d) ภายใต้บังคับแห่งข้อบทข้อ 59 คำตัดสินขององค์กรตุลาการ คำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างสูงแห่งประเทศต่าง ๆ (judicial decisions and the teachings of the most highly qualified publicists of the various nations) ในฐานะเป็นเครื่องช่วยพิจารณาหลักกฎหมาย ซึ่งต่อมาได้ถือว่าเป็นแหล่งที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ (Sources of International Law) ตามลำดับ, From Researching International Human Rights Law: Sources of International Human Rights law, by University of Hawai’i School of Law Library, 2020. Retrieved from https://law-hawaii.libguides.com/humanrights
[11] หลักขอบเขตแห่งการใช้ดุลพินิจ (Margin of appreciation) เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นจากศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในการพิจารณาว่ารัฐภาคีอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (European Convention on Human Rights : ECHR) ละเมิดต่อหลักการตามอนุสัญญาฯ หรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากในแง่หนึ่ง รัฐภาคีมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามอนุสัญญาฯ แต่ในอีกแง่หนึ่ง การปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวอาจเกิดความขัดแย้งกับกฎหมายภายในซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิหรือประโยชน์อื่นของรัฐนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปจึงพัฒนาหลักขอบเขตแห่งการใช้ดุลพินิจ (Margin of appreciation) ขึ้นมาเพื่อประสานความขัดแย้งดังกล่าวโดยการสร้างความสมดุลระหว่างหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติของรัฐที่อาจมีความแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตที่ถือว่าไม่ขัดกับพันธกรณีตามอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
[12] ยกกรณีตัวอย่างคดี Handyside v. United Kingdom มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์หนังสือเรียนซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ พฤติกรรมทางเพศอย่างชัดเจน หนังสือดังกล่าวสามารถเผยแพร่ในประเทศภาคีอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (European Convention on Human Rights) หลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ในอังกฤษมีปัญหาว่าผู้พิมพ์หนังสือดังกล่าว ถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายภายในเกี่ยวกับสื่อลามก คดีนี้จึงมาสู่การพิจารณาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปว่า รัฐบาลอังกฤษฝ่าฝืนหลักเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of expression) หรือไม่ โดยรัฐบาลอังกฤษให้เหตุผลว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีนี้จึงมีความขัดแย้งกันระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการคุ้มครองประโยชน์ด้านศีลธรรมอันดีที่รัฐมุ่งประสงค์ ในคดีนี้ศาลสิทธิมนุษยชนฯ ได้นำหลักขอบเขตแห่งการใช้ดุลพินิจ (Margin of appreciation) มาใช้ โดยตัดสินว่าอังกฤษไม่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดให้เหตุผลว่า เป็นไปได้ยากที่กฎหมายภายในของรัฐภาคีจะมีลักษณะเป็นเอกภาพกันในแนวคิดด้านศีลธรรม แนวคิดและมุมมองดังกล่าวแตกต่างกันไปตามกฎหมายภายใน ดังนั้น ศาลของรัฐภาคีจึงอยู่ในฐานะที่ดีกว่าศาลระดับระหว่างประเทศในการพิจารณาประเด็นเชิงเนื้อหา (content) ที่พิพาท รวมทั้งประเด็นความจำเป็น (necessity)
[13] จาก การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายของไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน: รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ (น.13-15), โดย กมลินทร์ พินิจภูวดล และคณะ, 2559, กรุงเทพฯ: สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา: สืบค้นจาก https://www.parliament.go.th/…/parliament…/download/article/ article_ 20170626114904.pdf
[14] จาก กสม. หนุนแก้ไข ป.วิอาญา หลังพบนักปกป้องสิทธิฯ ถูกกลั่นแกล้ง-คุกคาม, โดย แนวหน้า, 2561, สืบค้นจาก https://www.naewna.com/local/355376
[15] อ้างแล้ว ข้อ 19
[16] ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้วินิจฉัยถึงการละเมิดสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ตามข้อ 10 ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสภายุโรปในคดี Vereinigung Bildender Künstler v. Austria ว่าจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่า ได้กระทำอะไร ใครเป็นผู้กระทำ กับใคร อย่างไร เมื่อไร ที่ไหน เจตนาอย่างไร และผลกระทบของการกระทำ, From The Right to Insult in International Law, by A. Clooney and P. Webb, 2018. Retrieved from http://hrlr.law.columbia.edu/files/ 2018/04/The-Right-to-Insult-in-International-Law.pdf
[17] สิทธิมนุษยชนทั้งมวลเป็นสากล แบ่งแยกมิได้และพึ่งพาระหว่างกัน และสัมพันธ์กัน ประชาคมระหว่างประเทศจะต้องปฏิบัติต่อสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทั่วโลก ด้วยพื้นฐานที่เท่าเทียม และให้ความสำคัญเหมือนกัน ในขณะที่ต้องคำนึงถึงความสำคัญลักษณะเฉพาะของประเทศและภูมิภาค และภูมิหลังประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนาที่หลากหลาย แต่เป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะมีระบบการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมใด ในการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนทั้งปวงและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ) ดูรายละเอียดใน https://www.ohchr.org/en/ professionalinterest/pages/vienna.aspx
[18] From Declaration and Programme of Action on a Culture of Peace, by General Assembly of the United Nations, 1999. Retrieved from https://cpnn-world.org/ resolutions/resA-53-243A.html


© 2015 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ. All Right Reserved.

  ipv6 ready 
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด
2817303
คน
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้
153
คน