Sorry, your browser does not support JavaScript!
-
A A A
+
  • youtube
  • facebook
  • English Thai
ผลการดำเนินงาน View : 2323
กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 16/2565 กสม. ติดตามการแก้ไขปัญหาฐานข้อมูลประวัติอาชญากรที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้พ้นโทษและเยาวชน - ชี้กรณีบูลลี่คนอีสานในคลับเฮาส์ละเมิดสิทธิฯ เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการป้องกัน คุ้มครองเด็กจากภัยในสื่อออนไลน์
            วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 16/2565 โดยมีวาระสำคัญ ดังนี้
            1. กสม. ติดตามผลการแก้ไขปัญหาฐานข้อมูลประวัติอาชญากรที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้พ้นโทษและเยาวชน แนะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเร่งทำกฎหมายกลาง-ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน
            ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามการบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากรที่ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเจ้าของข้อมูลหลายกรณีมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เสรีภาพในการประกอบอาชีพ กรณีหน่วยงานปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานหรือกรณีนายจ้างนำประวัติอาชญากรของผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในขณะที่ยังเป็นเยาวชนและศาลมีคำพิพากษาโดยให้เปลี่ยนโทษเป็นการฝึกอบรมหรือผ่านเงื่อนไขการคุมประพฤติแล้วมาประกอบการพิจารณาและปฏิเสธการเข้าทำงาน หรือกรณีฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรไม่เป็นปัจจุบัน ทำให้บุคคลผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทินแล้วยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากร โดยที่ผ่านมา กสม. ได้มีข้อเสนอแนะต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อแก้ไขปรับปรุงระเบียบ สตช. ที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนประวัติอาชญากรแล้วหลายฉบับ ซึ่ง สตช.ได้ดำเนินการคัดแยกประวัติการกระทำความผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมของคนทั่วไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กสม. ยังพบปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากรซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้ไม่อาจคุ้มครองสิทธิเจ้าของข้อมูลในเชิงบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้ผู้พ้นโทษยังคงถูกตีตราและไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถเข้าถึงแหล่งงานที่ตรงกับความรู้ความสามารถ จึงอาจเป็นสาเหตุให้ผู้พ้นโทษต้องหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำ
            กสม. เมื่อเดือน กรกฎาคม 2564 จึงได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากร เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเสนอให้มอบกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่น สตช. สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นต้น เพื่อแบ่งปันและส่งต่อข้อมูลผลคดีได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรให้เป็นปัจจุบัน เพื่อมิให้เป็นภาระของประชาชนในการยื่นคำร้องขอปรับปรุงฐานข้อมูลประวัติอาชญากรด้วยตนเอง
            นอกจากนี้ กสม. ยังเสนอให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาให้การเยียวยาแก่ผู้ที่มิใช่อาชญากรซึ่งได้รับผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพจากการจัดเก็บประวัติอาชญากรตามสมควรแก่กรณี พร้อมเร่งรัดการพิจารณาเสนอร่างพระราชบัญญัติประวัติอาชญากรรม พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการกำหนดรูปแบบศูนย์กลางข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ตลอดจนให้นำประเด็นปัญหาเกี่ยวกับทะเบียนประวัติอาชญากรตามที่ กสม. แจ้ง ประกอบการพิจารณาบทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติประวัติอาชญากรรม พ.ศ. .... รวมถึงพิจารณาเพิ่มหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการไม่เปิดเผยประวัติผู้ได้รับประโยชน์จากการล้างมลทินไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความรุนแรงประเภทของความผิด ทัศนคติมุมมองของสังคมประกอบกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างครบถ้วน และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
            สำหรับข้อเสนอแนะต่อ สตช. นั้น กสม. ได้แจ้งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระเบียบ สตช. ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยแยกประเภทบัญชีประวัติผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา และประเภทบัญชีบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of innocence) อีกทั้ง สตช. ควรบันทึกข้อมูลการล้างมลทินไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรเป็นการเพิ่มเติมด้วย
            ล่าสุด กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 ได้รับทราบรายงานผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการบริหารจัดการทะเบียนประวัติอาชญากรที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ดังกล่าว สรุปว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องข้อเสนอแนะของ กสม. ซึ่งปัจจุบันสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติประวัติอาชญากรรม พ.ศ. …. เพื่อเป็นกฎหมายกลางว่าด้วยการบริหารจัดการประวัติอาชญากรรม โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลประวัติอาชญากรรม และมีการจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม (Data Exchange Center : DXC) ให้กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมแล้ว
            ในส่วนของบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในร่างพระราชบัญญัติประวัติอาชญากรรม พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนปรับปรุงแก้ไขร่างตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) นั้น พบว่า ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อเสนอแนะของ กสม. เช่น หลักการห้ามมิให้เปิดเผยประวัติอาชญากรรมในกรณีที่เจ้าของประวัติได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน รวมถึงกรณีที่พ้นจากระยะเวลา 5 ปี นับแต่มีคำพิพากษาแล้ว หลักเกณฑ์การเปิดเผยประวัติอาชญากรรมในกรณีฐานความผิดร้ายแรงเพื่อเป็นการคุ้มครองสังคมด้วย และการกำหนดให้มีนายทะเบียนและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลประวัติอาชญากรรม ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องขอเปิดเผยหรือไม่ให้เปิดประวัติอาชญากรรมด้วย อย่างไรก็ดี กสม. พบว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีการบัญญัติเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลไว้ และที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้เสนอร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเยียวยา จึงควรให้ศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้มีกฎหมายกลางในการเยียวยาความเสียหายที่ครอบคลุมการเยียวยาผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ด้วย
            สำหรับผลการดำเนินการของ สตช. ทราบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งแก้ไขปัญหาฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน ส่วนการคัดแยกประเภทบัญชีประวัติผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ออกจากบัญชีบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดซึ่งเดิมมีการรวมข้อมูลทุกประเภทไว้ในระบบฐานข้อมูลนั้น สตช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการและปัจจุบันอยู่ระหว่างการแยกข้อมูล เช่นเดียวกับการบันทึกข้อมูลการล้างมลทินที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ
            “ปัญหาการบริหารข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรรมเป็นปัญหาสำคัญที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผู้ที่พ้นโทษหรือเยาวชน ได้มีโอกาสกลับคืนสู่สังคม และไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ ซึ่ง กสม. จะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเจ้าของข้อมูลได้รับการคุ้มครอง” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว
            2. กสม. ชี้กรณีบูลลี่คนอีสานในคลับเฮาส์ละเมิดสิทธิฯ เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกัน สร้างความตระหนักและค่านิยมในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์
            ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมกราคม 2565 กรณีบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์กลุ่มคลับเฮาส์ (Clubhouse Application) ใช้คำพูดที่มีลักษณะเป็นการจงใจดูหมิ่น เหยียดหยาม และด้อยค่าคนอีสาน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้างถึงความไม่เหมาะสมนั้น
            กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริง บทบัญญัติของกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความเห็นจากนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสาร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งได้ร่วมประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ความเห็น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมาแล้วเห็นว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ คุณค่าในฐานะที่เกิดเป็นมนุษย์ บุคคลจะปฏิบัติต่อบุคคลด้วยกันโดยทำให้ผู้ที่ถูกปฏิบัติมีคุณค่าที่ต่ำลงกว่าความเป็นมนุษย์ไม่ได้ นอกจากนี้ ชื่อเสียงและเกียรติยศของบุคคล เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามให้การรับรองไว้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิดังกล่าวนี้จึงย่อมก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและบุคคลทั่วไปที่จะต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำการใดก็ได้ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
            กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่ผู้ถูกร้องได้ตั้งกลุ่มในสื่อสังคมออนไลน์คลับเฮาส์ เมื่อช่วงกลางคืนของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 และมีการพูดคุยในกลุ่มโดยใช้คำพูดในลักษณะเหยียดหยามบุคคลในหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะการเหยียดหยามคนอีสาน นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักร้อง นักแสดง ถูกกล่าวถึงและวิพากษ์วิจารณ์ด้วย เป็นการทำให้คุณค่าในฐานะที่เกิดเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่นต่ำลง ทั้งยังมีผลกระทบต่อสิทธิในชื่อเสียงและเกียรติยศของบุคคล อันถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพที่เกินขอบเขตและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น จึงเห็นว่า ในชั้นนี้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
            ในส่วนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำร้องทุกข์จากกรณีที่เกิดขึ้น และดำเนินการตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจ แต่เนื่องจากการตรวจสอบมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ในขณะจัดทำรายงานฉบับนี้จึงยังไม่อาจดำเนินคดีกับผู้ใดได้ นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน กสทช. ต่างก็ดำเนินการไปตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อตรวจสอบและหาแนวทางในการป้องกันมิให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก จึงเห็นว่า หน่วยงานได้ทำหน้าที่เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกละเมิดตามสมควรแก่กรณีแล้ว
            อย่างไรก็ตาม สภาพปัญหาของภัยจากสื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีความสำคัญและน่ากังวลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และประทุษวาจา (Hate Speech) เพื่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย รู้สึกอับอาย และได้รับผลกระทบทางจิตใจ อันอาจนำไปสู่การกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีอื่น ๆ ได้อีก โดยที่การกระทำในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่สูงขึ้น ประกอบกับเมื่อพิจารณามาตรการป้องกันหรือแก้ไข ทั้งในรูปแบบของข้อกฎหมาย หรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ พบว่ายังมีข้อจำกัดและอาจไม่ทันต่อภาวะลุกลามของปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยยังอุดมไปด้วยอคติต่อบุคคลที่มีความแตกต่าง โดยเฉพาะทางเชื้อชาติ เพศ และศาสนา ซึ่งหากไม่ได้รับการขจัดอคติดังกล่าว อาจนำไปสู่การกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ดังนั้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 จึงเห็นควรมีเสนอแนะสืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการ สรุปได้ดังนี้
            1) มาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน
                ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือร่วมกับสำนักงาน กสทช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการกำหนดมาตรการควบคุมและตรวจสอบการกระทำที่ไม่เหมาะสมทางออนไลน์ ตลอดจนการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การรายงานการกระทำที่ไม่เหมาะสม การสร้างค่านิยมที่ดีในการใช้งาน การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อควบคุมการใช้งาน การบังคับให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งาน การติดตามผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดี เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก ทั้งนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานข้อเสนอแนะนี้
 
            2) มาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
                 2.1) ให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณากำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษา เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงกำหนดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนและนักศึกษาใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์
                 2.2) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงวัฒนธรรม และกรมกิจการเด็กและเยาวชน บูรณาการร่วมกันเพื่อสร้างความรู้เท่าทันและความตระหนักในการใช้สื่อดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร โดยกำหนดมาตรการหรือแนวทางในการสร้างความตระหนักรู้และค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ที่เคารพในความเป็นส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงของผู้อื่น รวมถึงการรู้เท่าทันภัยจากสื่อออนไลน์
                 2.3) ให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมสร้างการตระหนักรู้ในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน สร้างความรับรู้เรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคมวงกว้าง เพื่อช่วยปลูกฝังให้เกิดความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างทางความคิด และความหลากหลายในสังคม
                 2.4) ให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาดำเนินการศึกษาและผลักดันให้มีกฎหมาย หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แล้วให้มีเนื้อหาครอบคลุมการคุ้มครองเด็กจากภัยในสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศหรือความผิดเกี่ยวกับเพศ
ดาวน์โหลด PDF

05/05/2565

© 2015 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ. All Right Reserved.
นโยบายเว็ปไซต์ | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์.

  ipv6 ready 
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด
5398081
คน
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้
314
คน